7 ที่เที่ยวหน้าฝน เปลี่ยนหน้าฝนที่เคยน่าเบื่อ ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ อย่าหวั่นแม้วันเปียกปอน

7 ที่เที่ยวหน้าฝน เปลี่ยนหน้าฝนที่เคยน่าเบื่อ ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ อย่าหวั่นแม้วันเปียกปอน
7 ที่เที่ยวหน้าฝน เปลี่ยนหน้าฝนที่เคยน่าเบื่อ ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ อย่าหวั่นแม้วันเปียกปอน

ที่เที่ยวหน้าฝน 2022

ที่เที่ยวหน้าฝน

เมื่อประเทศไทยเปิดหลังจากการสถานการณ์การระบาดของโควิดเริ่มดีขึ้น แต่ช่วงนี้กลับเป็นฤดูฝน เราอยากจะออกไปเที่ยวแล้ว จะเที่ยวที่ไหนดี วันนี้เราขอแนะนำ 7 ที่เที่ยวหน้าฝน ที่จะเปลี่ยนหน้าฝนไม่ให้น่าเบื่อ และอย่าหวั่นแม้วันเปียกปอน ไปดูว่ามีที่ไหนกันบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

1. ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่

ที่เที่ยวหน้าฝน - ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่

หลังจากที่ได้เปิดประเทศกันไปแล้วเพราะสถานการณ์การระบาดของโควิดเริ่มดีขึ้น ก็ทำให้หลาย ๆ คนคงอยากจะติดปีกบินไปเที่ยวกันแล้ว แต่ติดว่าช่วงนี้ยังเป็นฤดูฝน หลายคนคงไม่อยากเที่ยวกันสักเท่าไร แต่เราอยากบอกคุณว่า ช่วงหน้าฝนนี้เราก็สามารถที่จะเที่ยวได้โดยไม่ต้องกังวลกับฝน เพราะที่ดอยอินทนนท์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เที่ยวได้ทุกช่วงฤดู เป็นที่เที่ยวหน้าฝน ยิ่งเป็นปลายฝนต้นหนาว จะยิ่งทำให้บรรยากาศดีมาก ใครที่เคยมาแล้วถ้ามา จ.เชียงใหม่ก็ต้องอยากมาเที่ยวที่นี่อีก แต่หากใครที่ไม่เคยมาขอบอกเลยว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินของประเทศไทยเราเลยละค่ะ

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร ดังนั้นหลาย ๆ คนจึงอยากมาพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดนี้ว่าจะเป็นอย่างไร บอกได้เลยว่าระหว่างที่เดินทางจากตัวเมือง อำเภอจอมทอง คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ซึ่งเป็นที่เรียนรู้เชิงนิเวศวิทยา ในตรงส่วนนี้เราจะได้สัมผัสกับป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยพันธุ์มอส เฟิร์นนานาชนิด นอกจากจะผ่านป่าดิบเขาแล้วก็จะมุ่งหน้าเข้าสู่ทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ตลอดจนสุดปลายทางใกล้หน้าผาจะพบกับต้นกุหลาบพันปีสีแดง พันธุ์ไม้หายาก ยิ่งฟ้าหลังฝน ต้นไม้ ดอกไม้จะเบ่งบานสดชื่น สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติจริง ๆ เลยค่ะ และนอกจากนี้ก็ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาซึ่งเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติด้วยระยะทางสั้น ๆ เดินไปตามสะพานไม้ และมีป้ายบอกพันธุ์ไม้นานาชนิดตลอดเส้นทาง และก่อนขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของยอดเขา เราจะได้พบกับจุดชมวิว ที่สามารถจะเป็นจุดเช็คอินให้เราได้เห็นบรรยากาศทะเลหมอกที่สวยงาม และมองเห็นวิวทิวทัศน์ด้านล่างได้อย่างสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว และก่อนจะถึงยอดเขา เราจะยังเดินทางผ่านกับสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ที่เป็นสถานีหลักของการวิจัยไม้ดอกไม้ประดับเขตหนาว ได้มีการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ไว้อย่างสวยงาม ทั้งสวน 80 พรรษา ที่ได้ตกแต่งด้วยดอกกุหลาบพันปี ตลอดจนพืชพรรณไม้ตามฤดูกาล และระหว่างทางก็จะมีน้ำตกต่าง ๆ ก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดของยอดเขา ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกสิริภูมิ น้ำตกผาดอกเสี้ยว น้ำตกสิริธาร น้ำตกแม่กลาง

น้ำตกแม่ยะ ซึ่งน้ำตกแม่ยะถือว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดที่พลาดไม่ได้เลยต้องแวะชื่นชมความสวยงามของน้ำตกให้ได้ นอกจากนี้ยังมีบ้านแม่กลางหลวง มีโฮมสเตย์ของชาวบ้านไว้รองรับนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศ ที่เป็นหมู่บ้านห้อมล้อมด้วยภูเขา และที่สุดตาด้วยนาข้าวขั้นบันไดที่สวยงามกว้างใหญ่ล้อมรอบ เพียงแค่นี้คุณก็จะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ธรรมชาติในช่วงฤดูฝนที่สวยงามและแล้วคุณก็จะพาร่างกายของคุณมาถึงยอดเขาที่สูงที่สุดในดินแดนสยาม นั่นก็คือคุณจะพบกับพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุด  ซึ่งมีลักษณะเป็นสถูปเจดีย์

ต้องขึ้นไปชมค่ะทุกคนแล้วจะได้รับรู้ถึงบรรยากาศที่สวยงดงามเป็นที่สุดของพระมหาธาตุทั้งสอง แต่ก็จะมาพร้อมกับความเหนื่อยนิดหน่อยนะคะ เพราะว่าทั้งสองมหาธาตุนี้ค่อนข้างสูงพอสมควรเลยค่ะ ร่างกายต้องแข็งแรงจริง ๆ จึงจะขึ้นได้ค่ะอย่างสบาย ๆ และในเมื่อมาถึงแล้ว เราต้องกางเต้นท์นอนนะคะทุกคน เพราะรุ่งเช้าเราจะได้สัมผัสกับอากาศที่เย็นสบายอาจถึงขั้นหนาวมากในช่วงหน้าหนาว เตรียมผ้าห่มและเสื้อกันหนาวกันเยอะ ๆ ค่ะ เพราะถ้าเป็นฤดูหนาวเราจะเห็นได้ถึงน้ำแข็งแมคกานิ้งกันเลยทีเดียวค่ะ บรื๋อออ!!!! หนาวอะไรเช่นนี้ 

2. อุทยานธรรมเขานาในหลวง  เจดีย์ลอยฟ้า จ. สุราษฎร์ธานี

ที่เที่ยวหน้าฝน - อุทยานธรรมเขานาในหลวง  เจดีย์ลอยฟ้า จ. สุราษฎร์ธานี

เจดีย์ลอยฟ้าที่อุทยานเขานาในหลวง เป็นอีกแลนมาร์คหนึ่งของ จ. สุราษฎร์ธานี  ที่ได้รับความนิยมมากในเวลานี้ กับสายเที่ยว ขาลุย หลังจากที่ได้เปิดประเทศเพื่อให้ได้เที่ยวทั่วไทย เที่ยวไปด้วยกันแล้ว 

เจดีย์ลอยฟ้า ในอุทยานธรรมเขานาในหลวงแห่งนี้ ก็ได้กลายมาเป็นจุดเช็คอินอีกที่ ให้สายลุยด้านการท่องเที่ยวได้มีภาพบรรยากาศมาฝากหลาย ๆ คนที่ยังไม่ได้ไปสัมผัส อยากบอกว่าเป็นอีกที่เที่ยวหน้าฝน ยิ่งเป็นปลายฝนต้นหนาวแล้วละก็รับรองว่ามันส์ และยิ่งถ้าได้ไปแบบก๊วนเพื่อนละก้อ สนุกแน่นอนค่ะ อุทยานธรรมเขานาในหลวง เป็นสถานที่ ที่มีความสงบร่มเย็น รายล้อมด้วยหุบเขาที่เป็นธรรมชาติอันงดงาม เป็นที่พักของสงฆ์ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมและมีเจดีย์ลอยฟ้าทั้งหมด 5 ยอด โดยแต่ละยอดจะมีพระบรมสารีริกธาตุประดิษสถานอยู่ทุกองค์เจดีย์  เจดีย์อันแรกเป็นซุ้มพุทธาวดี  เจดีย์ที่สองคือพุทธศิลาวดี ซึ่งทำจากศิลาแลง ก็จะมีตัวเจดีย์ออกสีแดง เจดีย์ที่สาม คือ พุทธราชาวดี เป็นเจดีย์สีขาว เจดีย์ที่สี่ พุทธนครกลางหาว เป็นเจดีย์สีทองสวยงามมาก และสุดท้ายเจดีย์ที่ห้า พุทธสหัสวดี เป็นเจดี์สีขาวแต่องค์ใหญ่ ขาวสะดุดตา

เจดีย์ลอยฟ้านี้ พระอาจารย์สมพงศ์ วชิรปัญโญ ร่วมกับความร่วมมือของชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้นมา ซึ่งแต่ละองค์เจดีย์มีความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนกัน เจดีย์ลอยฟ้าของอุทยานธรรมเขานาในหลวง นี้ตั้งอยู่ที่ ต.ต้นยวน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนที่เราจะถึงลานจอดรถ เราจะได้เห็นซุ้มประตูพุทธาวดี 9 ยอด ซึ่งเป็นอะไรที่สวยงามตามแบบฉบับสมัยโบราณ มุมนี้ก็ถือได้ว่าเป็นจุดถ่ายรูปได้บรรยากาศที่สวยงามมาก ยิ่งหากเรามาถึงตรงจุดนี้ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น จะยิ่งถ่ายรูปออกมาได้สวยงามจากแสงของอาทิตย์ที่กำลังขึ้นกระทบกับปลายยอดประตูพุทธาวดี 9 ยอดนี้สวยงามยิ่ง

และเมื่อถึงลานจอดรถแล้ว หากมองไปด้านบน เราจะได้เห็นเจดีย์ทั้ง 5 เจดีย์ ห้อมล้อมเราไว้เป็นอีกหนึ่งบรรยากาศที่ธรรมชาติที่สุด ซึ่งการเดินทางขึ้นไปยังแต่ละเจดีย์ก็ค่อนข้างเหนื่อยเอาการเลยทีเดียว เพราะแต่ละเจดีย์ก็มีเส้นทางเดินขึ้นไปไม่เหมือนกัน และคิดว่าหากจะเดินทางให้ครบทุกเจดีย์คงต้องใช้เวลานานและใช้กำลังน่าดูเลยค่ะ ฉะนั้นหากใครที่ขึ้นไปบนเจดีย์ครบทั้ง 5 ยอดนี่ก็สุดยอดจริง ๆ ต้องให้โล่ห์เลยค่ะ แต่เพียงแค่เราขึ้นไปเพียงยอดเดียว เราก็หอบแฮ่ก ๆ มากแล้วค่ะ เอาเป็นว่าเมื่อขึ้นไปถึงบนยอดเจดีย์ยอดใดยอดหนึ่งแล้ว ก็ทำให้ ว้าว!!!! สุด ๆ เลยค่ะ

เราจะพบกับทะเลหมอกในช่วงฤดูหนาว เป็นทะเลหมอกที่สวยงามมาก และสามารถดูวิวทิวทัศน์ได้ถึง 360 องศากันเลยทีเดียว มาถึงยอดแล้วหายเหนื่อยเลยค่ะ หลังจากเพลิดเพลินไปกับทะเลหมอกที่สวยงามแล้ว ก็ต้องลงมา ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ขอลงได้ไหมอ่ะ แต่ก็ต้องลงมาค่ะ แต่ก็คุ้มแล้วค่ะ ได้ภาพสวย ๆ สถานที่สวย ๆ ในอีกมุม และก็อเมซิ่งมาก ๆ สำหรับเจดีย์ลอยฟ้าที่สร้างโดยคน ซึ่งมันสูงมาก ๆ จากบนพื้นดินถึง 300 เมตร นับว่าเป็นความโชคดีที่ให้เราได้มีโอกาสได้มาเยือนค่ะ

3. เจดีย์ลอยฟ้า วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส จ.ลำปาง

ที่เที่ยวหน้าฝน - เจดีย์ลอยฟ้า วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส จ.ลำปาง

เจดีย์ลอยฟ้า วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส ถือได้ว่าเป็น UNSEEN IN THAILAND ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางและยาวนานมาแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์โควิดระบาดทำให้หลาย ๆ คนต้องหยุดอยู่กับบ้านมานานเกือบสามปี และปัจจุบันนี้ ประเทศไทยของเราก็ได้เปิดประเทศเพื่อให้มีการฟื้นฟูการท่องเที่ยว เจดีย์ลอยฟ้า วัดพระพุทธบาทสุทธาวาสจึงเป็นอีกที่น่าเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจกันไปเลยค่ะ

ว่าแล้วต้องแบคแพคกันไปเลยค่ะ เพราะเจดีย์ลอยฟ้าที่วัดพระพุทธบาทสุทธาวาสนี้เป็นแหล่งที่เที่ยวหน้าฝนให้กับสายลุย ที่ต้องการจะพิชิตยอดเขาที่สูง และทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกาย ความอึดและอดทนจริง ๆ ค่ะ งานนี้สายลุยต้องพร้อมลุยกันจริง ๆ นะคะ  เจดีย์ลอยฟ้าที่วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่อำเภอเจ้ห่ม จ.ลำปาง และเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีคุณแจ๊ส ชวนชื่นแสดงนำ โดยรับบทเป็นพระ ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 800 เมตรกันเลยทีเดียว ในการขึ้นไปพิชิตความสูงนี้ คุณต้องพกความมั่นใจเต็มร้อยเพื่อจะได้ขึ้นไปยังจุดสูงสุดของยอดเขาได้ 

หลังจากที่คุณได้พาตัวเอง และก๊วนเพื่อนมาถึงที่แล้ว คุณจะต้องจอดรถทิ้งไว้ที่ลานจอดรถ และต้องใช้บริการของรถที่เขาจัดไว้ให้ค่ะ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 90 บาทในการไปและกลับ (ต้องเช็คค่าบริการหน้าจุดบริการอีกทีค่ะ) เนื่องจากเส้นทางที่จะต้องขึ้นไปนั้น หากไม่ชำนาญทางก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ค่ะ และยังมีส่วนช่วยให้ชาวบ้านแถวนั้นได้มีรายได้ด้วยค่ะ หลังจากเขาขับรถส่งคุณถึงจุดหน้าทางขึ้นเจดีย์ลอยฟ้าแล้ว คุณจะต้องเดินขึ้นไปบนขั้นบันไดที่สะดวกสบาย ไม่ลำบากเลยค่ะ อีกประมาณถึง 300 ขั้น โห!!! เดินจนขาลากเลยค่ะ แต่สายลุยอย่างคุณต้องไปต่อให้ได้ไปจนถึงจุดชมวินนะคะ เมื่อขึ้นมาถึงจุดชมวิวแล้ว โอ้โห้ มองออกไปรอบ ๆ สิคะ นี่คือบรรยากาศที่สวยงามมาก

ยิ่งหากมาช่วงหน้าหนาว คุณจะได้สัมผัสกับทะเลหมอกที่งดงามกันเลยทีเดียว มาถึงตรงนี้ ต้องรีบหายหอบ หายเมื่อยถ่ายรูปภาพเก็บไว้เยอะ ๆ เลยค่ะ หลังจากนั้นคุณจะเดินขึ้นไปอีกสักหน่อยเพื่อไปเจอกับศาลาธรรม เป็นศาลาที่พระสงฆ์เขาจะขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันของสงฆ์ เมื่อมองออกไปจากตรงนี้เราจะได้เห็นเจดีย์สีขาว ๆ หลาย ๆ เจดีย์ที่ตั้งตระหง่านบนยอดหิน เรียงรายกันอย่างสวยงาม ป้าดดดด ถ้ามองจากมุมสูงจากโดรนที่นี่เหมือนกับดินแดนสวรรค์ในเทพนิยายเลยจริง ๆ ค่ะ    น่าทึ่ง และมหัศจรรย์มาก ๆ ที่เจดีย์ต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมาอยู่บนยอดหินหน้าผาด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้าน อื้อหือ ได้เห็นแล้วชวนขนลุกซู่เลยค่ะ นอกจากนี้หากเรามองลงมาด้านล่างก็ยังจะเห็นภาพวิวทิวทัศน์ของ อ. แจ้ห่ม ในภาพมุมสูงที่มีความสวยงามและธรรมชาติมากเลยค่ะ 

หลังจากสัมผัสกับบรรยากาศที่น่าทึ่งแล้ว เราจะต้องลงมาจากศาลาเพื่อที่จะขึ้นไปยังองค์เจดีย์พระธาตุสีทอง เจดีย์อธิษฐานจิตอายุยืน และเจดีย์นี้เป็นเจดีย์ที่ประดิษสถานพระบรมสารีริกธาตุไว้ เราสามาถที่จะกราบไว้ขอพรได้ค่ะ เขาจะมีพื้นที่ให้เล็กน้อยในการได้มีที่ให้ยืน และนั่งกราบไหว้ขอพรค่ะ ตรงนี้ถ้ามีคนขึ้นมายืนรวมกันเยอะ ๆ ก็จะมีเสียว ๆ หน่อยนะคะ  หลังจากนี้เราก็จะกลับลงมากันได้แล้วค่ะ แต่ถ้าหิวเขาก็มีร้านอาหารและเครื่องดื่มเล็ก  ๆ ไว้คอยบริการให้ด้วย เป็นอีกที่เที่ยวที่สายลุยต้องไปให้ได้ และต้องขึ้นไปให้ถึงบนสุดยอดเขา รับรองมันส์ และสนุกแน่นอน ต้องไปสักครั้งจะได้ชุ่มฉ่ำหัวใจ อย่ากลัวแม้จะเปียกปอนหากมีฝนโปรยมา เพราะฟ้าหลังฝน งดงามเสมอค่ะ

4. ทุ่งดอกกระเจียว ผาหินงาม จ.ชัยภูมิ

ที่เที่ยวหน้าฝน - ทุ่งดอกกระเจียว ผาหินงาม จ.ชัยภูมิ

เปิดประเทศแล้ว ต้องไปเที่ยวเพื่อให้ร่างกายได้ปะทะกับความสดชื่นกันหน่อยค่ะ แหล่งท่องเที่ยวอีกที่ที่แนะนำให้เป็นที่เที่ยวหน้าฝน เปลี่ยนหน้าฝนที่เคยน่าเบื่อของคุณ ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ อย่าได้หวั่นแม้วันเปียกปอน ที่นั่นก็คือ ทุ่งดอกกระเจียว ป่าหินงาม อ. เทพสถิต จ.ชัยภูมิ นั่นเองค่ะ ทำไมต้องไปเที่ยวทุ่งกระเจียวในหน้าฝน ก็เพราะว่าดอกกระเจียวเบ่งบานในช่วงฤดูฝน และบานสะพรั่งในช่วงนี้ ในหนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียวก็คือหน้าฝนนั่นเองและบานเต็มที่ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. นี้เท่านั้นค่ะ หากไม่เที่ยวหน้าฝน ก็คงจะไม่ได้เห็นดอกกระเจียวบานสะพรั่งนะคะ การไปเที่ยวที่ทุ่งดอกกระเจียวครั้งนี้ อาจไปเที่ยวแบบครอบครัว หรือก๊วนเพื่อนฝูง หรือจะสายรักโรแมนติกเราสองคนก็ดีต่อใจ ฟินกันสุด ๆ ไปเลยค่ะ 

ในการเดินทางครั้งนี้เมื่อเราเดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม กันแล้ว เราจะเจอกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ให้เราทำการจ่ายค่าบริการในการเข้าชมด้วยนะคะ โดยราคาต้องเช็คที่หน้างานบริการอีกทีค่ะ เพราะราคาอาจจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์นะคะ แต่ก็เสียค่าบริการไม่มากหรอกค่ะ และก็คุ้มค่ามากกับการเข้าชมในครั้งนี้แน่นอน 

หลังจากที่เราจ่ายค่าบริการเรียบร้อยแล้ว ทางอุทยานเขาจะมีรถรางคอยให้บริการเราเพื่อจะพาพวกเราไปยัง จุดชมวิวผาสุดแผ่นดินค่ะ           ว้าว!! ม๊ากก แค่ชื่อว่าสุดแผ่นดิน ก็น่าสุด ๆ จริง ๆ แน่นอน เพราะผาหินที่ยื่นออกไปในอากาศนี้เองแหละทำให้เรา ว้าว!! กันเลยทีเดียว

ต้องรีบไปถ่ายรูป แล้วต้องถ่ายประมาณว่าให้เห็นว่าเราได้นั่งก้อนหินที่มีอยู่ก้อนเดียวท่ามกลางหน้าผาสูง และได้หย่อนขาลงมานี่ ภาพที่ออกมาจะยิ่งหวาดเสียวจริง ๆ เลยค่ะ แต่จริง ๆ แล้วก็เสียว  ๆ อยู่เหมือนกัน

หากเราก้มลงดูด้านล่าง ก็อาจทำให้ขาสั่น ๆ อยู่ไม่น้อย 

จากจุดชมวิวผาสุดแผ่นดินแล้ว เราต้องเดินเท้าเข้าไปอีกสักเล็กน้อย  เราก็จะเจอทุ่งดอกกระเจียวที่กว้างใหญ่ และไม่ใช่แค่เป็นลานดอกกระเจียวอย่างเดียวนะคะ ในทุ่งดอกที่กว้างออกไปนั้นมันเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มีรูปร่างที่สวยงามมากเลยค่ะ ได้บรรยากาศที่สดชื่น สัมผัสได้ถึงธรรมชาติ สูดอากาศเข้าไปได้เต็มปอด แต่บอกไว้ก่อนว่าต้องมาช่วงที่ดอกบานสะพรั่งช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค. นะ เราจะเห็นดอกบานสะพรั่งตระการตาเต็มไปทั่วท้องทุ่งเลยค่ะ และจะได้เก็บภาพสวย ๆ กันเลยค่ะ และระหว่างการเดินชมทุ่งดอกกระเจียวนั้นทางอุทยานฯ เขาได้ทำทางเดินให้เราได้เข้าไปชมใกล้กับดอกกระเจียวอย่างใกล้ชิด ชนิดที่เรียกว่าสัมผัสกับธรรมชาติที่สุดเลยค่ะ ในทุ่งดอกกระเจียวจะมีทั้งสีชมพูและสีขาวบานสะพรั่ง และต้องอดใจไม่เด็ดดอกติดไม้ติดมือกลับมานะคะ ให้คนอื่นเขาได้สัมผัสกับบรรยากาศเหมือนอย่างที่เราสัมผัสบ้างค่ะ

หลังจากที่เราได้อิ่มจุใจไปกับธรรมชาติของทุ่งดอกกระเจียวแล้ว เราจะต้องนั่งรถรางไปอีกนิดหนึ่งเพื่อนำพาเราไปยังลานหินหน่อ และตามด้วยลานหินงาม ซึ่งลานหินงามนี้ เราจะได้เห็นก้อนหินที่มีขนาดใหญ่

รูปทรงแปลกตา มีเยอะแยะมากมาย มีลักษณะก้อนหินที่แตกต่างกันในแต่ละก้อน ดูไปดูมา หลายคนก็อาจจะเห็นรูปร่างลักษณะที่ไม่ต่างกันเท่าไรนัก ทำให้เราได้จินตนาการไปต่าง ๆ นา ๆ กับรูปร่างของหินที่ปรากฎต่อหน้าเรา หินอะไรกันเนี๊ย เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นคนเอามาวางไว้หรือ?? จริง ๆ แล้วเขาบอกว่ามันเกิดขึ้นจากการกัดเซาะของลมและน้ำมาเป็นเวลานานมากน่าจะหลายร้อยล้านปีได้เลยมั้ง จึงทำให้เป็นหินที่เราเห็นในปัจจุบัน และคิดว่าอีกหลายร้อยกว่าปี มันอาจจะเปลี่ยนรูปร่างจากเดิมไปอีกก็เป็นได้นะ  มาถึงตรงนี้ก็โอเคแล้วค่ะ กับความเต็มอิ่มจุใจในการได้มาเที่ยวทุ่งดอกกระเจียวครั้งนี้ แต่ถ้าหากใครอยากมีบรรยากาศนอนเต้นท์ที่อุทยานเขาก็มีบริการให้ และมีสถานที่ให้เราตั้งแคมป์ปิ้งกันได้อีกด้วยนะคะ รับรองว่าเที่ยวหน้าฝนครั้งนี้สนุกสนานแน่นอนค่ะ

5. อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก

ที่เที่ยวหน้าฝน - อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก

ภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว ที่เราจะชวนคุณเที่ยวด้วยกัน เป็นที่เที่ยวหน้าฝน ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจกันไปเลย เพราะที่ ภูหินร่องกล้านี้ เป็นอุทยานแห่งชาติ เป็นที่ท่องเที่ยวที่สายลุย สายรักธรรมชาติและชอบทางด้านประวัติศาสตร์ต้องได้เที่ยวสักครั้ง เพราะที่นี่มีที่เที่ยว จุดเช็คอินมากมาย ครอบคลุมพื้นที่ 191,875 ไร่เลยทีเดียว ชนิดที่ว่าเที่ยววันเดียวไม่พอแน่ ๆ ต้องวางแผนเที่ยวหลายวันให้อิ่มหนำใจกันไปเลยค่ะ โดยต้องไปตั้งแคมป์นอน จะทำให้เราได้เที่ยวแบบไม่ต้องเร่งรีบ เที่ยวให้ทั่ว ๆ อุทยานกันไปเลยค่ะ 

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าอดีตเคยเป็นสมรภูมิรบ ของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงทำให้ที่นี่มีเรื่องราว และทิ้งร่องรอยไว้ให้พวกเราได้ศึกษาและเรียนรู้ ท่ามกลางบรรยากาศของความร่มรื่น งดงามแห่งธรรมชาติ โดยที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนั้นได้มีพิพิธภัณฑ์

จัดนิทรรศการเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นการต่อสู้รบในสมัยก่อน และยังมีเครื่องไม้เครื่องมืออาวุธต่าง ๆ ที่ใช้กันในสมัยนั้น ๆ ด้วยค่ะ 

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนการเมืองการทหารที่สมัยก่อนนั้นเป็นการให้การศึกษาตามแนวทางลัทธิคอมมิวนิสต์  หากเที่ยวช่วงเดือนมกราคม เราจะได้เห็นสีของใบเมเปิ้ลซึ่งผลัดใบร่วงหล่นตามพื้นและบนหลังคาบ้านไม้เก่า ๆ ที่มีหลายหลัง บรรยากาศนี้เหมาะแก่การถ่ายรูป เราจะได้วิวสวย ๆ เหมือนกับว่าเราอยู่ต่างประเทศกันเลยค่ะ  และจุดที่น่าสนใจอีกจุดก็จะเป็นกังหันน้ำ ซึ่งก็จะอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนการเมืองการทหารนี้เอง เป็นกังหันน้ำขนาดใหญ่มาก และห่างออกไปอีกสักหน่อย ก็จะเป็นสถานที่ใช้พิจารณาคดีต่าง ๆ และยังพอให้เราได้เห็นร่องรอยของคุก สถานที่ทอผ้า โรงซ่อมเครื่องจักร นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลกลางป่า  ลานอเนกประสงค์ สุสานที่ฝังศพของนักรบทหารปลดแอกแห่งประเทศไทย และหลุมหลบภัยซึ่งเป็นลักษณะโพรงถ้ำขนาดใหญ่ หมู่บ้านมวลชน บ้านเป็นหลัง ๆ ที่เรียงรายกัน สิ่งต่าง ๆ ที่เราได้สัมผัสอยู่นี้เป็นร่อง เป็นร่องรอยของการต่อสู้ของเหล่านักรบสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทำให้เราได้ไปเที่ยวและเรียนรู้จากหลักฐาน ร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ในการใช้ชีวิตของเหล่านักรบนี้ในช่วงเวลานั้น  

และนอกจากจะได้ศึกษาเรื่องราวของประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังมีธรรมชาติที่เราได้ศึกษาไปพร้อมๆ กันนั่นก็คือ ลานหินแตก ลานหินปุ่ม ซึ่งเป็นลานหินที่มีบริเวณกว้างขวางมาก หินแต่ละอันก็จะแตกออกจากกัน นูนเป็นตะปุ่มตะป่ำ เราต้องเดินบนลานหินให้ระวังหน่อยนะคะ แต่บางก้อนก็ใหญ่เแตกออกกว้างเกินที่เราจะข้ามได้ มันเป็นอะไรที่แปลกตามาก ๆ ค่ะ ในลานหินนี้ก็จะมีพืชพันธุ์ที่หลากหลายชนิดขึ้นมาแซมหิน ไม่ว่าจะเป็น ตะไคร่น้ำ เฟิร์นและกล้วยไม้ พืชพันธุ์ชนิดต่าง ๆ

ที่เกิดขึ้นมาให้เราได้มีรูปภาพสวย ๆ กันสักหน่อย และที่พลาดไม่ได้เลยก็จะเป็นผาชูธงนี้เองค่ะ มันคือจุดเช็คอินที่สวยงามมาก เราสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบอย่างกว้างไกล ยิ่งเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกดินนี้จะได้บรรยากาศที่สวยงามมาก ๆ ค่ะ และที่จะขาดไม่ได้หากมาเที่ยวอุทยานแล้ว ก็คือน้ำตกค่ะ

ที่นี่ก็จะมีน้ำตกร่มเกล้า และน้ำตกภราดร น้ำตกศรีพัชรินทร์ น้ำตกหมันแดง ซึ่งน้ำตกศรีพัชรินทร์ เป็นน้ำตกที่มีความสูงและมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ไว้ให้เราได้เล่นกันได้อย่างสนุกสนาน ส่วนน้ำตกหมันแดงนี้ก็เป็นน้ำตกที่เป็นชั้น ๆ ถึง 32 ชั้น ใครอยากพิชิตนี้ก็ตามสบายได้เลยนะคะ เอาเป็นว่าเที่ยวอุทยานภูหินร่องกล้านี้คุ้มสุด ๆ กับสายลุย

บอกเลยว่าหากจะต้องเที่ยวให้ครบต้องตั้งแคมป์นอนกันเลยคะ ที่อุทยานเขาก็มีบริการการตั้งแคมป์และที่พักให้นะคะ ส่วนราคาเท่าไร ต้องเช็คที่อุทยานอีกทีค่ะ เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เพราะว่าประเทศเราพึ่งเปิดให้เที่ยวหลังโควิดเริ่มดี อาจมีส่วนลดอะไรประมาณนี้ ฮ่าฮ่า อย่ารอช้า ต้องรีบเที่ยวให้ชุ่มฉ่ำใจกันไปเลยค่ะ

6. อุทยานหินเขางู จ.ราชบุรี

ที่เที่ยวหน้าฝน - อุทยานหินเขางู จ.ราชบุรี

ที่เที่ยวหน้าฝน อีกหนึ่งที่ที่อยากบอกว่าเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นมาได้ไม่นานมากนัก นั่นก็คือ อุทยานหินเขางู  ต. เกาะพลับพลา อ.เมือง จ. ราชบุรี หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยว หรือไปทำงานที่ จ.ราชบุรี

ต้องได้แวะเที่ยวที่นี่เลยค่ะ แม้ว่า จ.ราชบุรีจะมีที่เที่ยวมากมาย ทำไมเราจึงแนะนำให้เที่ยวที่อุทยานหินเขางู เพราะที่นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เป็นอีกที่เที่ยวหน้าฝน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เที่ยวได้ทุกวันและในวันหยุดสุดสัปดาห์ ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจเที่ยวด้วยกันเป็นครอบครัว หรือก๊วนเพื่อนฝูง หรือจะมาพักผ่อนสไตล์คนรักสองเราก็ดีต่อใจ เปลี่ยนหน้าฝนไม่ให้น่าเบื่อ ไปเที่ยวกันให้ชุ่มฉ่ำหัวใจกันไปเลย

ที่อุทยานหินเขางูนี้อยู่ไม่ไกลตัวเมืองราชบุรีค่ะ ก่อนหน้าที่จะมาเป็นจุดเช็คอินแหล่งท่องเที่ยวใหม่นี้ ที่ตรงนี้เคยเป็นแหล่งระเบิดหินและย่อยหินของไทยมาก่อนตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์กันเลยทีเดียว แต่หลังจากยกเลิกสัมปทานไปก็ทำให้ที่นี่เป็นทีรกร้างเสื่อมโทรมไป ทำให้ทางจังหวัดราชบุรีได้มีการพัฒนาให้มาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีแอ่งน้ำและโอบล้อมไปด้วยเขาหินก้อนใหญ่มาก ๆ ค่ะ 

เมื่อเดินทางไปถึงหน้าทางเข้าเราจะได้พบกับพระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่บนหน้าผา ช่างสวยงามมาก และยังมีถ้ำที่อยู่บนภูเขาอีกหลายถ้ำ โดยต้องเดินขึ้นบันไดไปค่ะ ก็จะมีถ้ำฤาษี ถ้ำฝาโถ ถ้ำจีน และถ้ำจาม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก โดยแต่ละถ้ำจะมีพระพุทธรูปจำหลักที่ฝาผนังถ้ำอยู่หลายองค์  ซึ่งแต่ละองค์ก็จะมีความสวยงาม ให้เราได้สักการะ ไหว้พระขอพร

หลังจากได้กราบไหว้พระในถ้ำฤาษีแล้ว เราก็ออกมารับอากาศบรรยากาศข้างนอกกันค่ะ ในแอ่งน้ำขอเรียกว่าบึงดีกว่า เพราะว่ามันกว้างใหญ่มากกว่าแอ่ง ซึ่งจะมีสะพานให้เราเดินข้าม ซึ่งเป็นสะพานที่สวยงามสะดุดตามาก เราก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปสวย ๆ คู่กับสะพานเลยค่ะ และเป็นสะพานที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปตามบึง ถ้าดูจากภาพมุมสูงนี้ก็มีความยาวคดเคี้ยวเหมือนงูเลยนะคะ เราก็จะเดินทอดน่องไปตามสะพานเพื่อชื่นชมบรรยากาศของธรรมชาติ เขาหินที่มีขนาดใหญ่แปลกตา ไปจนสุดทางเดิน เราก็จะพบกับ ลานหินสี ที่มีศาลาอยู่ตรงกลาง ให้เราได้เดินเล่นเป็นวงกลมรอบศาลากันเลยค่ะ และในบึงน้ำที่เป็นธรรมชาติก็จะมีฝูงปลาคราฟ และปลาอื่น ๆ ให้เราได้ให้อาหารปลาได้อย่างเพลิดเพลินสบายใจ นอกจากฝูงปลาแล้ว ก็ยังมีฝูงลิงด้วยนะ ที่ต้องการการให้อาหารจากเรา ฮ่าฮ่าฮ่า!!! ถ้าใครกลัวก็อย่างเข้าใกล้นะและยังมีบริการนั่งเรือปั่นกลางบึงน้ำด้วยค่ะ รับรองสนุกสนานกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ช่วงหน้าฝนยาว ๆ ไปค่ะ

7. หินสามวาฬ จ. บึงกาฬ

ที่เที่ยวหน้าฝน - หินสามวาฬ จ. บึงกาฬ

แหล่งท่องเที่ยวปิดท้ายหน้าฝนนี้ เราขอแนะนำ หินสามวาฬ จ.บึงกาฬ ถือได้ว่าเป็นที่เที่ยวหน้าฝน ในช่วงปลายฝนต้นหนาวให้กับนักท่องเที่ยวสายลุยอีกหนึ่งที่ ที่จะทำให้เรา amazing กับก้อนหินที่แปลกตา และตื่นตาตื่นใจไปกับก้อนหินก้อนใหญ่โตมหึมามหาศาล และสัมผัสกับธรรมชาติที่มหัศจรรย์ ของจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย เป็นแลนมาร์คที่น่าทึ่งกันเลยทีเดียวค่ะ 

หินสาววาฬนี้ตั้งอยู่ที่ เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์  และป่าดงสีชมพู หมู่บ้านโนนไทรทอง ต.โคกก่อง อ.เมือง จ.บึงกาฬ  

เมื่อเรามาถึงที่ภูสิงห์แล้ว เราจะใช้รถของทางอุทยานในการขึ้นไป เพราะเขาจะมีความชำนาญในการเดินทางและพาเราไปให้ถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยค่ะ โดยอาจมีค่าบริการเล็กน้อย อาจต้องสอบถามอัตราค่าบริการที่จุดให้บริการอีกทีค่ะ เนื่องจากสถานการณ์โควิดได้ระบาดก็ทำให้ไม่ได้มีการเปิดการท่องเที่ยวกันมานาน

ฉะนั้น ตอนนี้ประเทศไทยได้เปิดให้ท่องเที่ยวทั่วไทยแล้วอัตราค่าบริการอาจมีการปรับเปลี่ยนก็เป็นไปได้ค่ะ  

หลังจากที่นั่งรถไปถึงแล้ว เราจะได้เข้าไปที่ซุ้มประตูหินสามวาฬ เพื่อเข้าชมหินที่ใหญ่ที่สุดที่เหมือนกับฝูงวาฬ ซึ่งหากมองดูจากภาพมุมสูงแล้ว เราจะเห็นว่าก้อนหินที่ใหญ่อลังการนี้ มีความเหมือนกับกับฝูงปลาวาฬ สามตัวที่เห็นได้ชัด คือ วาฬพ่อ วาฬแม่ และวาฬลูก กำลังว่ายน้ำอย่างมีความสุข แต่น้ำที่ว่านี้ดันกลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีความแปลกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  หากเราได้ขึ้นไปช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เราจะได้ชมแสงของพระอาทิตย์ขึ้นมาได้อย่างสวยงามมากเลยค่ะ เราจะได้ภาพถ่าย และบันทึกวีดีโอที่สวยงามที่สุดชนิดที่หาคำบรรยายไม่ได้จริง ๆ มันเป็นความประทับใจที่ได้มาเห็นแสงเหนือวาฬ และเราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติบนฝูงวาฬเลยทีเดียว แต่ทว่าวาฬจะรับคนที่ขึ้นไปด้านบนได้เพียงคราวละ 50 คนเท่านั้นนะคะ

และเราจะได้ภาพและจุดชมวิวที่ได้บรรยากาศที่ดีมากก็คือต้องอยู่บนวาฬพ่อ และถ้าหากอยากได้ภาพหินวาฬพ่อแบบเต็ม ๆ ต้องเดินไปถ่ายที่หินวาฬแม่ค่ะ ส่วนหินวาฬลูกนั้นเดินเข้าไปไม่ได้ค่ะ เพราะไม่มีทางให้เดินเข้าไปค่ะ ก็ได้แต่ชมความงามจากวาฬพ่อและวาฬแม่เอาค่ะ

นอกจากวาฬสามตัวแล้ว เราจะยังได้เห็นหินก้อนใหญ่ที่สวยแปลกตา และยังมีจุดชมวิวให้ชื่นชมความงามของธรรมชาติไม่ว่าจะเป็น ลานธรรม กำแพงภูสิงห์ ถ้ำใหญ่ จุดชมวิวถ้ำฤาษี หินหัวช้าง และจุดชมวิวหินช้าง ประตูสวรรค์ที่มีชั้นหินทรายคล้ายถ้ำนาคา และส้างรอยบ่อ ที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และหากเที่ยวยังไม่หนำใจ ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณใกล้เคียงของจังหวัดบึงกาฬอีกหลายที่ให้เที่ยวชม ไหน ๆ ก็มาบึงกาฬทั้งทีแล้วก็เที่ยวให้คุ้ม ให้หนำใจกันไปเลยค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างค่ะ สถานที่เที่ยวหน้าฝน ที่จะทำให้น่าฝนของคุณไม่น่าเบื่ออีกต่อไป แม้จะเป็นหน้าฝน หรือฤดูไหน ๆ ประเทศไทยของเราก็มีที่เที่ยวมากมาย ให้เราได้ไปเที่ยวด้วยกันอย่างสนุกสนาน จะไปเที่ยวแบบครอบครัว แบบก๊วนเพื่อนฝูงหรือ คู่รัก ก็ลุยเที่ยวไปด้วยกันได้ เพราะตอนนี้สถานการณ์การระบาดของโควิดเริ่มดีขึ้น ก็ต้องพาร่างกายไปปะทะกับความสดชื่น ผ่อนคลายกันบ้าง กับสถานที่เที่ยวต่าง ๆ ในช่วงฤดูฝนแบบนี้หวังว่าทุกคนจะสนุกสนานกับการได้เที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในฤดูฝน ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจกันไปเลย ชนิดที่ไม่ต้องกลัวเปียกปอนนะคะ

เครดิตรูป
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

LUNA666

Table of Contents

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

Categories

Table of Contents